|
เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ที่ผ่านมา (2 ก.ย.)
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในสถานกาณ์ฉุกเฉิน
แถลงที่กองบัญชาการกองทัพบก ว่า
หลังนายกรัฐมนตรีประกาศใช้
พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่กรุงเทพฯ
และเเต่งตั้งคณะทำงานผู้รับผิดชอบในสถานกาณ์ฉุกเฉิน
ได้มีการเรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางสร้างความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง
เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนายกรัฐมนตรี
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า
คณะทำงานเห็นว่าจะเเก้ไขปัญหาความขัดเเย้งตามระบอบประชาธิปไตยและตามกรอบกฏหมาย
และไม่ทำให้ประชาชนปะทะกันจนเกิดความสูญเสีย
โดยทางคณะทำงานจะใช้หลายมาตรการด้วยกัน คือ
1.
สร้างความเข้าใจคนในชาติเข้าใจปัญหาความขัดแย้งที่นำไปสู่การปะทะกันโดยไม่ใช้กำลัง
ให้ ประชาชนรู้ว่ามีแนวทางแก้ปัญหา
โดยใช้แนวทางเจรจาพูดคุยและทางอื่นที่ทำได้
ภายใต้สังคมไทยด้วยกัน
2. การดำเนินการ สร้างความเข้าใจในภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ
ว่าการเข้ามาในกรุงเทพฯจะลุกลามบานปลายไปอีก
ฝ่ายปกครององค์กรภาคเอกชน
ทหารตำรวจจะใช้มาตรการทำความเข้าใจมากกว่าสกัดกั้น
3. การดูแลเมื่อมีคนบางกลุ่มเข้ามาในกรุงเทพฯ
เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกันขึ้น
เห็นว่ากำลังตำรวจกับทหารสามารถรักษาสถานการณ์ไว้ได้
ใช้มาตรการสกัดกั้นไม่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน หรือไม่ใช้อาวุธ
4. การพูดคุยสร้างความเข้าใจ เป็นมาตรการหนึ่งในทุกๆสื่อว่า
สถานการณ์ขณะนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะให้สื่อของรัฐอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สร้างความเข้าใจของคนในพื้นที่
แนวทางการเจรจากลไกในการแก้ปัญหาการเมืองขณะนี้โดยไม่ใช้กำลัง
พล.อ.อนุพงษ์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า
ส่วนตัวเห็นว่าหนทางฝ่าวิกฤติในขณะนี้ คือ
ทุกฝ่ายต้องยึดถือกฎหมาย ยึดถือกลไกรัฐสภา พรรคการเมือง ส.ว.
แต่ยืนยันว่า ถ้าทหารต้องออกปฏิบัติการ ทหารจะอยู่ข้างประชาชน
ไม่ใช้ความรุนแรง จะอยู่ตรงกลาง ไม่ให้คนปะทะกัน
ผบ.ทบ. กล่าวย้ำว่า
ขอบเขตของการปฏิบัติงานของคณะทำงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
จะเน้นไปที่การทำให้คนที่มีความคิดแตกต่างกัน ไม่ปะทะกัน
และความขัดแย้งทางการเมืองจะต้องแก้ไขด้วยกลไกทางการเมือง
ส่วนอุปกรณ์ที่ทหารใช้ในปฏิบัติการสกัดกั้น คือ โล่ กระบอง
แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ จะไม่มีการติดอาวุธนอกเหนือจากนี้
จะอาวุธที่จะนำออกไปยิ่งจะสร้างปัญหาให้บานปลายมากขึ้น
|